น้ำตา”พันล้าน” อะไรที่ทำให้ “เนย์มาร์” ร้องไห้

ควันหลงจากศึก  UEFA  แชมป์เปี้ยนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศ ยังมีอีกประเด็นที่ขอกล่าวถึงคือน้ำตาของ "เนย์มาร์" โดยเฉพาะภาพของพลพรรคเสือใต้ลิงโลดกระโดดด้วยความดีใจหลังหมดเวลา ในขณะที่แข้งพันล้านดาวเตะปารีสทีมผู้แพ้ทรุดกายร้องไห้

 ความโศกเศร้าเพิ่มระดับในจังหวะพิธีมอบเหรียญรางวัล "เนย์มาร์" เดินผ่านถ้วยแชมป์และเอื้อมมือไปสัมผัส พร้อมน้ำตาที่รินไหล ก่อนไปนั่งร้องไห้อย่างหนักในซุ้มม้านั่งสำรอง ก่อนที่ "คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้" ดาวเตะฝรั่งเศสเพื่อนร่วมทีม และ "ฟิลิปเป้ คูตินโญ่" เพื่อนร่วมทีมชาติจากเสือใต้ เดินเข้ามาปลอบ

 หลายคนคงบ่นว่าจะเสียใจอะไรขนาดนี้ ในเมื่อ "เนย์มาร์" ก็เคยคว้าแชมป์รายการนี้มาแล้วเมื่อ 5 ฤดูกาลก่อน สมัยยังค้าแข้งอยู่กับ "เจ้าบุญทุ่ม" อดีตทีมในศึก ลา ลีกา สเปน

 แต่หากมองย้อนกลับไป น้ำตาของ "เนย์มาร์" เกิดขึ้นหลายครั้ง และแต่ละครั้งในอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างไปตามสถานการณ์

  เมื่อปี 2018 เคยเกิดทวิตเตอร์ร้อนแรงที่สุดช่วงหนึ่งในไทย กับข้อความ #เนย์มาร์ร้องไห้ทำไม  และแทบไม่น่าเชื่อว่า ข้อความทวิตนี้ยังมีให้เห็นอยู่ในช่วงหลัง

 กล่าวคือเหตุการณ์ "เสียน้ำตา" ครั้งนั้นเกิดขึ้นในศึกฟุตบอลโลก 2018 หลายคนสงสัยในเมื่อ "บราซิล" ของ "เนย์มาร์" ชนะคู่แข่งอย่าง คอสตาริก้า 2-0 ตัวเองยิงได้ ทีมชาติตัวเองเข้ารอบ แล้วจะร้องไห้ทำไม

 แต่สถานการณ์เวลานั้น "บราซิล" คือหนึ่งในทีมเต็งที่จะคว้าแชมป์โลก รอบแรก อยู่ในกลุ่ม อี ที่มีทีมอย่าง สวิตซอร์แลนด์, คอสตาริก้า และ เซอร์เบีย ดูแล้วไม่ใช่งานยากของทีมแชมป์โลก 5 สมัย แต่ผลงานนัดที่หนึ่งกลับทำได้แค่เสมอ สวิตเซอร์แลนด์ 1-1

 "เนย์มาร์" ที่แบกความกดดันในฐานะตัวความหวังไม่สามารถทำประตูได้ จนมาถึงเกมนัดที่ 2 พบ คอสตาริก้า แม้พยายามทุกทิศทุกทางแต่ บราซิล ไม่สามารถเจาะคู่แข่งได้ในช่วง 90 นาที จนล่วงมาถึงช่วงทดเวลา ฟิลิเป้ คูตินโญ่ ซัดประตูนาทีที่ 90+1 แต่สถานการณ์ยังล่อแหลมกระทั่ง "เนย์มาร์" ทำประตูที่ 2 ได้สำเร็จ 90+7 และกรรมการเป่านกหวีดหมดเวลาศูนย์หน้าบราซิล นอนแผ่หราร้องไห้โฮอยู่กลางสนาม 

 ไม่เพียงแค่แฟนฟุตบอลชาวไทย ติดแฮชแท็กตั้งคำถาม กองเชียร์ทั่วโลกต่างก็พูดถึงว่า แอคติ้งเกินจริงหรือเปล่า จนตัวเขาต้องโพสต์ในไอจีออกมายอมรับ

  "ผมร้องไห้เพราะความดีใจ และความพยายามที่จะคว้าชัยชนะ ในชีวิตผมไม่มีอะไรที่ง่าย"

  แต่หลังต่อไป "บราซิล" ก็เข้ารอบหลังเอาชนะ "เซอร์เบีย" นัดสุดท้าย 2-1 ส่วนบทสรุปสุดท้ายคือไปพ่าย "เบลเยี่ยม" 1-2 ตกรอบก่อนรองชนะเลิศ

 จะว่าไปแล้ว "น้ำตา" ของ "เนย์มาร์" ก็เกิดขึ้นหลายครั้ง และแต่ละครั้งนับเป็นจุดเปลี่ยนและประเด็นสำคัญ 

 ครั้งแรกในปี 2013 ในเกมอำลากับ "ซานโตส" ก่อนย้ายไปเล่นให้กับ "บาร์ซ่า" โดยในแมตช์สุดท้าย "เนย์มาร์" ลงช่วยทีมดวลในการพบ "ฟลาเมงโก้" หมดเวลาดาวเตะพรสวรรค์อยู่ท่ามการฝูงชนและร้องไห้ในสนาม ก่อนทำนบตาน้ำแตกอีกชุดใหญ่เมื่อต้องกล่าวอำลาเพื่อนร่วมทีมในห้องแต่งตัว

             

 ถัดมาในฟุตบอลโลก 2014 บราซิล เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก ทีมของ "เนย์มาร์" เต็งแชมป์ต้องมาพบกับ "เยอรมัน" ในรอบก่อนรองชนะเลิศ เกมนั้น "เนย์มาร์" หมดสิทธิ์ลงสนามเพราะได้รับเดี้ยงจากเกมพบ "โคลอมเบีย"

 ช่วงนั่งแถลงข่าวก่อนเกมจะเกิด "เนย์มาร์" กลับนั่งร้องไห้เมื่อถูกสื่อถามถึงอาการ

 "ถ้าผมโดนกระแทกสูงกว่านี้อีก 2 เซ็นติเมตร ผมคงต้องนั่งรถเข็นวีลแชร์ ขอโทษที่ผมร้องไห้"

 และผลการแข่งขันในเกมนั้นที่ไม่มี "เนย์มาร์" จบลงที่โดน เยอรมัน ถล่มคาบ้านไปถึง 1-7 ตกรอบอย่างเจ็บปวด

 ในปี 2016 ฤดูกาลสุดท้ายในสีเสื้อ "บาร์ซ่า" ความหวังเวลานั้นคือการคว้าแชมป์ยุโรปก่อนสมัยก่อนอำลา แต่ "บาร์ซ่า" กลับแพ้ "ม้าลายยูเวนตุส" ตกรอบก่องรองชนะเลิศ  UEFA  แชมเปี้ยนส์ลีก "เนย์มาร์" ปล่อยโฮหลังเกมจนรุ่นพี่ทีมชาติอย่าง "ดานี่ อัลเวส" ของทีมคู่แข่ง ม้าลายยูเวนตุส ต้องมาสวมกอดปลอบใจ

 หมดเวลาลีก "เนย์มาร์" เข้ามารับใช้ชาติด้วยการเป็นกัปตันทีม ฟุตบอลโอลิมปิก "ริโอเกมส์" ในฐานะเต็ง 1 แต่ละเกมของ "บราซิล" ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ผ่านมาได้จนชิงเหรียญทอง

 โดยในนัดชิงชนะเลิศ.นัดตัดสินแชมป์คือเกมพบกับ "เยอรมัน" ทีมที่เขี่ย "บราซิล" ตกรอบฟุตบอลโลกคาบ้าน 1-7 "เนย์มาร์" แบกความกดดันด้วยความหวังคนทั้งชาติในการคว้าเหรียญทองและล้างอายไปพร้อมๆ กัน

 สุดท้าย "เนย์มาร์" เป็นผู้ตัดสินเกมในการยิงจุดโทษทำให้ "บราซิล" คว้าเหรียญทอง โดยที่ "เนย์มาร์" นั่งคุกเข่าร้องไห้อยู่กลางสนามมาราคาน่า

 กระทั่งน้ำตานัดล่าสุด โดยก่อนนั้น "เนย์มาร์" เข้ามาสู่ชายคา "PSG" ด้วยเป้าหมายร่วมสร้างสโมสรให้ประสบความสำเร็จ และสูงสุดคือการเป็นแชมป์สโมสรยุโรป

 นับจากการเซ็นสัญญาเปิดตัวเมื่อ 3 สิงหาคม 2017 จอมลีลาจาก "เจ้าบุญทุ่ม" มาอยู่ชายคาสโมสรยอดทีมฝรั่งเศส ด้วยค่าตัวมโหราฬสูงสุดในโลกที่ 198 ล้านปอนด์ หรือราว 222 ล้านยูโร หรือประมาณ 8,880 ล้านบาท พร้อมรับค่าเหนื่อยตกฤดูกาลละ 37 ล้านยูโร 

 เป็นนักฟุตบอลค่าตัวแพงที่สุดในโลกที่ทิ้งอันดับ 2  อย่าง "ปอล ป็อกบา" ที่ย้ายจาก "ม้าลาย"ไป "แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด" 89 ล้านปอนด์ เกินกว่าเท่าตัว

 และนี่คือส่วนหนึ่งที่เป็นความกดดันที่โถมเข้าสู่ "เนย์มาร์"

 จากเหตุการณ์ทั้งหมด ล้วนให้เห็นว่า นักเตะมูลค่าสูงสุดในโลกเวลานี้มีชีวิตอยู่ในสภาวะ "กดดัน" และหากย้อนถึงชีวิตวัยเด็ก ยิ่งทำให้รู้และเข้าใจ "อารมณ์" ของนักเตะรายนี้มากขึ้น

  "เนย์มาร์" เกิดเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ ในปี 1992 ในภาพครอบครัวที่ยากจนจากพ่อที่เป็นอดีตนักฟุตบอลท้องถิ่น ในช่วงอายุ 4 เดือนเกือบเอาชีวิตไม่รอดเนื่องจากอุบัติเหตุรถตกเขานั่งนั่งไปกับครอบครัวเพื่อเยี่ยมญาติ โชคดีที่นั่งอยู่เบาะทารกด้านหลังและชาวบ้านช่วยกันนำออกมาได้ทันท่วงที

 วัยเด็กเมื่อถึงเกณฑ์เข้าเรียน ต้องอ่านหนังสือภายใต้แสงเทียนกับพี่สาว เพราะที่บ้านไม่มีไฟฟ้าใช้

 กระทั่งค้นพบตัวเองว่ามีความสามารถในการเชิงฟุตบอลภายหลังเข้าไปร่วมเตะฟุตบอลกับเด็กร่วมรุ่นบนพื้นคอนกรีตที่เขาไว้เล่นบาสเก็ตบอล และพัฒนากลายเป็นเกมกีฬา "ฟุตซอล"

 ด้วยทักษะเกินวัยจึงมีโอกาสเข้าไปฝึกหัดกับ "ซาสโต้ส" สโมสรมีชื่อของบราซิล จนกลายเป็นดาวเตะสำคัญของทีม ก่อนถูกขายไปให้กับเจ้าบุญทุ่ม "บาร์ซ่า" สร้างความสำเร็จในช่วง 4 ปี ลงเล่น 123 นัดยิงไป 68 ประตู กระทั่ง "ปารีสฯ" ซื้อตัวเข้ามาด้วยมูลค่าเป็น Stats โลก

 ความหวังอันเรืองรองใน "ปารีส" คือนำทีมประสบความสำเร็จให้สูงสุด กระทั่งนำทีมสโมสรคว้าแชมป์ทุกถ้วยในประเทศ

 แต่มีรายการเดียวที่ "ปรารีสฯ" ไม่เคยไปถึงคือ "แชมป์ยุโรป" ในศึก UEFA แชมเปี้ยนส์ลีก

 การเข้าชิงชนะเลิศเป็นครั้งแรกของ "ปารีสฯ" ในการพบกับ "เสือใต้" บาร์เยิร์น มิวนิค คือบันไดขั้นสุดท้ายที่จะให้โลกจารึกชื่อทีมแชมป์หน้าใหม่
ufa1688

 สุดท้ายได้แค่ฝัน ทีมของ "เนย์มาร์" พ่ายไป 0-1 หมดเวลาจึงมีแต่น้ำตา

 เป็นน้ำตามูลค่าระดับ "พันล้าน" จากนักเตะค่าตัวแพงที่สุดของโลก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *