วันที่ 24 พฤศจิกายน ปี 2000 ริโอ เฟอร์ดินานด์ กลายเป็นกองหลังค่าตัวแพงที่สุดในโลก

เป็นดาวเตะชาว England ที่ค่าตัวแพงที่สุด เมื่อย้ายไปซบ ลีดส์ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัว 18 ล้านปอนด์ 
เฟอร์ดินานด์ กลายเป็นกำลังสำคัญที่นำทีมยูงทองเข้ารอบรองชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยเป็นคนเติมขึ้นไปทำประตูสำคัญในเกมรอบ 8 ทีมสุดท้ายเลกแรกที่ชนะ เดปอร์ติโบ ลา กอรุนญ่า 3-0  

ufa1688

มันยังมีประตูที่น่าจดจำอีกหลายลูกใน Premier League  ไม่ว่าจะเป็นในเกมพบ หงส์แดง และทีมเก่าอย่าง เวสต์แฮม ยูไนเต็ด
ด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยม ทำให้ในฤดูกาล 2001-02 เขาได้รับปลอกแขนกัปตันทีมมาสวมใส่แทน ลูคัส ราเดเบ้ ดาวเตะทีมชาติแอฟริกาใต้ที่มีอาการเดี้ยงต้องพักยาวทั้งซีซั่น และในฤดูกาลนั้น ริโอ ถูกเลือกให้ติดทีมยอดเยี่ยม Premier League ประจำฤดูกาลของพีเอฟเอเป็นครั้งแรก
มั่นใจว่าด้วยฟอร์มการเล่นที่พัฒนาขึ้นพร้อมๆ กับค่าตัวมหาศาล ทำให้ ริโอ เฟอร์ดินานด์ กลายเป็นเซนเตอร์แบ็กตัวหลักของทีมชาติเมืองผู้ดี และเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ทำผลงานดีที่สุดของทีมสิงโตคำรามในฟุตบอลโลก 2002 โดยสามารถทำประตูลูกแรกในนามทีมชาติ ด้วยการโขกใส่เดนมาร์กได้ในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้าย
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหลังจากจบศึกเวิลด์คัพฉบับเอเชีย ชื่อของ ริโอ เฟอร์ดินานด์ กลายเป็นเซนเตอร์แบ็กระดับแถวหน้าของโลก และกลายเป็นเป้าหมายเสริมทัพอันดับหนึ่งของ ปีศาจแดง ที่ต้องการผู้นำเกมรับคนใหม่ หลังจากเสียประตูง่ายเป็นว่าเล่น นับตั้งแต่ขาย ยาป สตัม ออกไปให้ ลาซิโอ
___________________________
ช่วงฤดูร้อนปี 2002 ลีดส์ ยูไนเต็ด เริ่มประสบสภาวะขาดทุนอย่างหนัก หลังจากทีมจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ไม่ดีพอจะไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน นั่นทำให้พวกเขาต้องพิจารณาถึงการขายนักเตะดาวดังทิ้ง
ริโอ เฟอร์ดินานด์ คือผู้เล่นที่ทีมยูงทองมีโอกาสขายได้ราคาเยอะที่สุด เพราะนี่คือแนวรับระดับเวิลด์คลาสที่อยู่ในวัยพีค แถมทีมที่มีความสนใจพวกเขาคือมหาเศรษฐีแห่งเกาะเมืองผู้ดีอย่าง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
ต่อไปวันที่ 22 กรกฎาคมปี 2002 เขากลายเป็นกองหลังค่าตัวแพงที่สุดในโลก และนักเตะชาวเมืองผู้ดีที่ค่าตัวแพงที่สุดเป็นครั้งที่ 2 ในชีวิต เมื่อย้ายไปซบ ปีศาจแดง ด้วยสนนราคา 30 ล้านปอนด์ ซึ่งแพงเป็น Stats สโมสรของปีศาจแดงในตอนนั้นด้วยเช่นกัน
เขาทำลาย Stats ค่าตัวกองหลังของ ลิลิยอง ตูราม ที่ย้ายจาก ปาร์ม่า ไป ม้าลายยูเวนตุส ในปี 2001 ด้วยค่าตัว 23 ล้านปอนด์ เป็นแข้งผู้ดีที่แพงสุดแซงตำนานสไตเกอร์อย่าง อลัน เชียเรอร์ และเป็นนักฟุตบอลที่ราคาสูงกว่า ฮวน เซบาสเตียน เวรอน ที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เคยทุ่มเงิน 28.1 ล้านปอนด์คว้าจาก ลาซิโอ
ดิ เทเลกราฟ เปิดบอกรายละเอียดค่าตัวของ เฟอร์ดินานด์ ตอนที่ย้ายเข้าสู่ถิ่น สนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เอาไว้ 
โดยทีมปีศาจแดงจ่ายให้ลีดส์ทันที 15 ล้านปอนด์ ก่อนที่จะผ่อนจ่ายอีก 15 ล้านปอนด์ให้ครบภายในปี 2003 และจะมีโบนัสจ่ายเพิ่มอีกราวๆ 4 ล้านปอนด์ ขึ้นอยู่กับความสำเร็จที่เขาพา แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด คว้าได้ในช่วงอายุสัญญา 5 ปีแรกที่เซ็นไว้ตอนเพิ่งย้ายไปใหม่ๆ
ระหว่างปี 2002-2007 เขาพาแมนยูคว้าแชมป์ Premier League  2 ครั้ง, แชมป์ ลีก คัพ อีก 1 ครั้ง และเคยเข้าชิง ลีก คัพ ปี 2003 และ เอฟเอ คัพ ปี 2005 ทำให้ราคาทั้งหมดที่ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด จ่ายให้ ลีดส์ ไป คือ 33.3 ล้านปอนด์
หากเป็นยุคนี้เขาน่าจะเป็นผู้เล่นที่มูลค่าสูงกว่ากองหลังค่าตัวแพงที่สุดในโลกอย่าง แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เสียอีก
___________________________
เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน พูดถึงกองหลังที่ค่าตัวแพงที่สุดที่เขาเคยเซ็นสัญญาด้วยเอาไว้ ในตอนที่ได้ตัวมาใหม่ๆ ว่า “เมื่อคุณสามารถระบุตัวนักเตะที่อาจกลายเป็นผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ได้ คุณจะพยายามคิดเรื่องความเป็นไปได้ที่จะซื้อตัวเขามา”
“พวกเราทุกคนรู้ว่ามันคือหนทางที่ยากลำบาก แต่ในท้ายที่สุดเราก็ได้ตัวเขา ซึ่งเขาจะกลายเป็นดาวเตะที่มหัศจรรย์แน่”
“บอร์ดบริหารต้องการตัวเขามากพอๆ กับที่ผมอยากได้ เห็นได้ชัดเจนเลยว่าเขามีพรสวรรค์ตรงไหน แต่ทุกคนที่นี่ล้วนอยากได้เขา”
“ผมพอใจมากจริงๆ ที่ ริโอ บรรลุข้อตกลงที่จะมาที่ สนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เขาคือกองหลังระดับโลกซึ่งมีประสบการณ์ในระดับสูงสุดทั้งในสโมสรและทีมชาติ เขายังเป็นคนหนุ่มที่เหมาะกับขุมกำลังของเราสุดๆ และผมมั่นใจว่าเขาจะพิสูจน์ความคุ้มค่าตัว ด้วยการเอาชนะใจสาวกได้”
สิ่งที่ เซอร์ อเล็กซ์ พูดไว้เป็นความจริง เพราะกองหลังคนนี้กลายเป็นลูกทัพของเขาที่ประสบความสำเร็จเยอะที่สุด หากนับเฉพาะตำแหน่งเซนเตอร์แบ็ก
ริโอ เฟอร์ดินานด์ คว้าแชมป์ Premier League ภายใต้เครื่องแบบปีศาจแดง 6 สมัย, แชมป์  UEFA  แชมเปี้ยนส์ ลีก อีก 1 ครั้ง (เข้าชิง 3 หน) และยังมีถ้วยคาร์ลิ่ง คัพ 2 ครั้ง บวกกับแชมป์สโมสรโลกมาครองอีกด้วย
น่าเสียดายที่เขาพลาดโอกาสคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ มาประดับบารมี เพราะในช่วงครึ่งเวลาหลังของซีซั่น 2003-04 เขาถูก เอฟเอ แบนยาว 8 เดือน จากความผิดพลาดที่ลืมไปตรวจสารกระตุ้น จนเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ทีมปีศาจแดงฟอร์มตกฮวบในครึ่งซีซั่นหลัง และเสียแชมป์ลีกให้ ไอ้ปืนใหญ่ รวมทั้งจอดป้าย UCL แค่รอบ 16 ทีมสุดท้าย
___________________________
ช่วงที่พีคที่สุดในอาชีพค้าแข้งของ ริโอ เฟอร์ดินานด์ หนีไม่พ้นการคว้าแชมป์ Premier League  3 สมัยติดต่อกัน ระหว่างซีซั่น 2006-07 จนถึง 2008-09 
นอกจากแชมป์ลีกแล้ว เขายังสวมปลอกแขนกัปตันทีมในนัดชิงชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ดวลจุดโทษชนะสิงห์สำอางที่กรุงมอสโกในปี 2008 และเป็นกัปตันทีมที่ชูถ้วยแชมป์ ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ ที่ประเทศญี่ปุ่นในปีนั้นด้วย
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ เฟอร์ดินานด์ มีช่วงพีคสุดๆ ขนาดนั้น คือการได้คู่หูที่ยอดเยี่ยมอย่าง เนมานย่า วิดิช เข้ามาประสานงานกัน จนถูกยกให้เป็นหนึ่งในคู่เซนเตอร์แบ็กที่ดีที่สุดตลอดกาลเท่าที่ Premier League เคยมีมา
ฤดูกาล 2006-07, 2007-08 และ 2008-09 ที่ปีศาจแดงได้แชมป์ Premier League  3 ปีซ้อน ทั้ง เฟอร์ดินานด์ และ วิดิช ต่างมีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมประจำปี Premier League จากการโหวตของพีเอฟเอ 
นั่นคือหลักฐานชัดเจนว่าในยุคนั้นพวกเขาคือแนวรับที่แกร่งที่สุดของประเทศอย่างไม่ต้องสงสัย
ช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2008 จนถึงกุมภาพันธ์ 2009 ปีศาจแดง ได้ทำลาย Stats เก็บคลีนชีตใน Premier League ติดต่อกันยาวนานที่สุดถึง 14 นัดซ้อน โดย เฟอร์ดินานด์ มีส่วนร่วมกับ Stats นั้นอยู่ 8 นัด ที่พลาดลงเล่นไปหลายเกมเป็นเพราะมีปัญหาอาการเดี้ยงหลัง
อาการเดี้ยงหลังทำให้ ริโอ ต้องหายหน้าจากทีมไปเป็นพักๆ หลายครั้ง ระหว่างปี 2009 จนถึง 2011 แต่หลังต่อไปเมื่อเขาฟิตสมบูรณ์ ก็ยังคงเป็นตัวเลือกลำดับแรกๆ ของ เซอร์ อเล็กซ์ ในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กอยู่เสมอ
___________________________
แม้ว่าช่วงพีคสุดๆ ในสายตาของสาวกโดยมาก คือตอนที่นำทีมได้แชมป์ลีก 3 สมัยซ้อน และพาแมนฯยูไนเตดครองเจ้ายุโรป
แต่ในมุมมองของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เขาชี้ว่าฤดูกาลที่ ริโอ เฟอร์ดินานด์ ทำผลงานยอดเยี่ยมที่สุด คือซีซั่น 2012-13 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายที่เขาคุมปีศาจแดง
ป๋าเฟอร์กี้พูดถึงฤดูกาลนั้นเอาไว้ว่า “เรามีปัญหาเรื่องความฟิตของเซนเตอร์แบ็กอย่างไม่หยุด”
“เนมานย่า วิดิช พลาดลงสนามไปครึ่งฤดูกาล, คริส สมอลลิ่ง ก็แทบจะไม่ได้เล่นตลอดซีซั่น ส่วน ฟิล โจนส์ ก็เจ็บไปบ่อย เช่นเดียวกับ จอนนี่ อีแวนส์ ก็มีช่วงหายไปบ้าง แต่ ริโอ ช่วยจัดการสถานการณ์เหล่านี้ได้ดีมากๆ”
“แม้ว่าเราจะดร็อปเขาในเกมที่เราค่อนข้างมั่นใจ เพราะเราต้องใช้งานเขาให้ถูกต้อง แต่เมื่อถึงช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด เขาจะได้ลงเล่นเสมอ”
 Season  2012-13 เฟอร์ดินานด์ วัยย่างเข้า 34 ปี ลงสนามใน Premier League มากถึง 30 เกม 
เขาคือคนยิงประตูชัยในเกมสุดท้ายที่ป๋าเฟอร์กี้คุมทีมที่ สนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ด้วยการเฉือนชนะ สวอนซี ซิตี้ 2-1 และติดทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของพีเอฟเออีกครั้ง
น่าเสียดายที่เขาไม่ได้แขวนสตั๊ดในถิ่น สนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด จากการที่สังขารร่วงโรยไปเยอะ จนไม่ดีพอสำหรับการเป็นตัวหลักของทีมอีกหลังจากที่ เซอร์ อเล็กซ์ อำลาทีมไป และไม่ได้รับสัญญาฉบับใหม่ หลังจากจบฤดูกาล 2013-14
ด้วยเหตุนั้น เฟอร์ดินานด์ จึงต้องย้ายไปเล่นให้สโมสรในกรุงลอนดอนอย่าง ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส แบบไม่มีค่าตัว ก่อนแขวนสตั๊ดในปี 2015 หลังจากไปเล่นที่นั่นเพียงปีเดียว  แม้จะประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงกับสโมสร และมีชื่อติดทีมชาติ England ลุยฟุตบอลโลกถึง 3 ครั้ง แต่ถือว่าเขาโชคร้าย ที่ไร้วาสนากับทัวร์นาเมนต์ชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปอย่างยูโร
ในศึกยูโร 2000 กุนซือสิงโตคำรามตอนนั้นอย่าง เควิน คีแกน ไม่ค่อยเหลียวแลกองหลังดาวรุ่งอย่างเขาสักเท่าไร
ศึกยูโร 2004 ที่น่าจะเป็นช่วง “โกลเด้น เจเนอเรชั่น” ของทีมชาติ England  เขาก็ไปร่วมด้วยไม่ได้ จากการที่ยังโดน เอฟเอ แบนยาว จากคดีลืมไปตรวจสารกระตุ้น
ยูโร 2008 ทีมชาติเมืองผู้ดีตกรอบคัดเลือกภายใต้การคุมทัพโดย สตีฟ แม็คคลาเรน 
ขณะที่ยูโร 2012 เป็นช่วงที่เขามีปัญหากับ จอห์น เทอร์รี่ ที่กล่าวเหยียดผิวน้องชายของเขาอย่าง แอนทอน เฟอร์ดินานด์ ในเกม Premier League  ทำให้ รอย ฮ็อดจ์สัน ตัดสินใจไม่ใส่ชื่อไว้ในทีมเพื่อลดความขัดแย้งในแคมป์
ยังไงก็ตาม ริโอ เฟอร์ดินานด์ เคยลงสนามให้ทีมชาติ England ชุดใหญ่มากถึง 81 นัด ทำไป 3 ประตู นับเป็นเซนเตอร์แบ็กที่ติดทีมสิงโตคำรามเยอะที่สุดเป็นอันดับ 3 รองจากตำนานอย่าง บ็อบบี้ มัวร์ และ บิลลี่ ไรท์ เท่านั้น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *